แชร์ประสบการณ์การบริจาคร่างกาย บริจาคร่างกายที่ไหน? ต้องเตรียมอะไรบ้าง? ใช้เวลานานไหม? ที่นี่มีคำตอบ




สวัสดีค่ะทุกคนนนนน~


กลับมาเจอกันอีกแล้ว วันนี้เราได้ไปบริจาคร่างกายมาค่ะ ซึ่ง...มันง่าย และเร็วกว่าที่คิดไว้มากเลย ในรอบนี้รูปภาพมีแค่รูปเดียว แต่เดี๋ยวเราจะทำเป็นหัวข้อต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจ และอ่านได้ง่ายแทนนะคะ สำหรับใครที่เคยไปบริจาคมาแล้ว บริจาคที่ไหนกันบ้างเอ่ย? มาคอมเม้นท์แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันได้เลยค่ะ

 

หัวข้อที่เราจะคุยกันวันนี้ เรียงดังนี้: 1. บริจาคร่างกายที่ไหนได้บ้าง? 2. บริจาคร่างกาย ต้องเตรียมอะไรบ้าง? ขั้นตอนการบริจาคยุ่งยากไหม? 3. บริจาคไปแล้วยกเลิกการบริจาคได้หรือไม่? 4. ถ้าเราตายแล้ว จะต้องทำยังไงกับศพ? 5. ตายแบบไหน ถึงปฏิเสธการรับศพ? 6. ญาติขอรับศพ ขอรับกระดูกได้หรือไม่?

7. บริจาคร่างกายที่ไหนได้บ้าง?


 

เราขอยกมา 2 ที่ ที่มั่นใจว่ารับบริจาคแน่ ๆ ก็คือ 1) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เขตปทุมวัน และ 2) โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย ส่วนที่อื่น ๆ เราไม่แน่ใจค่ะ *ถ้าใครมีเพิ่มเติมสำหรับบริจาคร่างกายแจ้งได้เลยนะคะ* ซึ่งทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถบริจาคได้ทั้งหมด 3 วิธี 1. บริจาคร่างกายออนไลน์ 2. บริจาคร่างกายโดยยื่นความจำนงด้วยตนเอง ที่ ศาลาทันทิต (หน้าตึก ภปร.) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 3. บริจาคร่างกายโดยยื่นความจำนงทางไปรษณีย์ ส่วนของทางโรงพยาบาลศิริราช 1. บริจาคร่างกายโดยยื่นความจำนงทางไปรษณีย์ (ของทางศิริราช เราเข้าใจว่ามีแค่ช่องทางนี้ช่องทางเดียว หากท่านไหนเคยบริจาคที่นี่ และทราบว่ามีช่องทางอื่นด้วย สามารถแจ้งเพิ่มเติมได้ที่คอมเม้นท์ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ) ส่วนของเรา ไปบริจาคร่างกายโดยยื่นความจำนงด้วยตนเอง ที่ ศาลาทันทิตค่ะ เหตุผลที่เลือกที่นี่ เพราะใกล้บ้าน และเราเองก็เป็นคนไข้ของที่นี่ เลยอยากจะบริจาคในโรงพยาบาลที่ตัวเองรักษาอยู่ค่ะ


 

2. บริจาคร่างกาย ต้องเตรียมอะไรบ้าง? ขั้นตอนการทำมีอะไรบ้าง? >> >> โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ << << บริจาคร่างกายออนไลน์ 1. คลิก บริจาคร่างกายออนไลน์ 2. อ่านเงื่อนไข และกดยอมรับ 3. กรอกเลขบัตรประชาชน, วันเกิด, และ เบอร์มือถือ 4. จากนั้นระบบจะเด้งข้อมูลชื่อ และที่อยู่มาให้อัตโนมัติ ตรวจสอบความเรียบร้อย 5. กดเลือกแจ้งความประสงค์รับบัตรหรือไม่รับบัตรก็ได้ 6. ระบบจะจัดส่งบัตรมาให้ตามที่อยู่ เป็นวิธีที่เรามองว่าสะดวกที่สุดในการบริจาค แต่ข้อเสียคือเรื่องบัตรค่ะ บางคนได้บัตรภายใน 1-2 อาทิตย์ บางคน 1 เดือน บางคน 3 เดือนยังไม่ได้ ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าระยะเวลาขึ้นอยู่กับอะไร ถ้าสมัครแล้วได้ช้า อาจจะลองโทรตามดูเรื่อย ๆ ก็ได้นะคะ บริจาคร่างกายโดยยื่นความจำนงด้วยตนเอง ที่ ศาลาทันทิต (หน้าตึก ภปร.) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 1. ยื่นบัตรประชาชน 2. แจ้งเบอร์โทรศัพท์ 3. รับบัตรได้เลย ใครที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล แนะนำวิธีนี้ค่ะ เพราะสะดวก รวดเร็ว เราใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีเสร็จแล้ว และได้รับบัตรเลย ไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องเซ็นเอกสารอะไรเลยค่ะ (ถึงแม้ในเว็บไซต์จะแจ้งว่ามีให้เซ็น แต่อาจจะเป็นข้อมูลเก่า ที่เว็บไม่ได้อัพเดต เราอุตส่าห์เตรียมรูปถ่าย เตรียมปากกาไป ไม่ได้ใช้เลย 55) บริจาคร่างกายโดยยื่นความจำนงทางไปรษณีย์ 1. กรอกแบบฟอร์ม แสดงความจำนงบริจาคร่างกาย 2. ต้องมีพยานในการเซ็นเอกสารด้วย 3. ส่งไปรษณีย์มาที่ แผนกอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ศาลาทินทัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เขตปทุมวัน กทม. 10330 4. รอรับบัตรภายหลังเช่นเดียวกับบริจาคแบบออนไลน์ แต่วิธีนี้ เราไม่แนะนำนะคะ เพราะเสียค่าใช้จ่ายในการปริ้นท์เอกสาร และส่งไปรษณีย์ หากไม่สะดวกไปโรงพยาบาล แนะนำเป็นการบริจาคแบบออนไลน์ดีกว่าค่ะ >> >> โรงพยาบาลศิริราช << << 1. กรอกแบบฟอร์ม พินัยกรรมบริจาคร่าง จำนวน 2 ฉบับ (ของศิริราชเอกสารจะระบุชัดเจน และมีเนื้อหาเยอะกว่าของจุฬานิดหน่อยค่ะ) 2. แนบรูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป พร้อมเขียนชื่อ-นามสกุล หลังรูป 3. ใส่ซอง แล้วเขียนหัวมุมว่า "บริจาคร่างกาย" 4. ส่งไปรษณีย์มาที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ เลขที่ 2 ถ.พรานนก แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 รพ.ศิริราช 5. รอรับบัตรประมาณ 14 วันทำการ

3. บริจาคไปแล้วยกเลิกการบริจาคได้หรือไม่? เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนกังวล ว่าถ้าบริจาคไปแล้วสามารถยกเลิกได้หรือเปล่า ในปัจจุบันนี้ สามารถยกเลิกได้ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งกับทางโรงพยาบาลและไม่ผิดกฏหมายค่ะ หรือถ้าหากเราไม่ได้ยกเลิก แต่อยู่ ๆ เมื่อเราตาย ญาติเกิดทำใจไม่ได้กระทันหัน ไม่ยอมมอบศพเราให้ทางโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถนำศพของเราไปได้เช่นกันค่ะ

 

4. ถ้าเราตายแล้ว จะต้องทำยังไงกับศพ? ข้อแตกต่างของจุฬากับศิริราช จะต่างกันนิดหน่อยตรงที่จุฬาโทรแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่เบอร์ 083 - 829 - 9917 แต่ของศิริราช โทรแจ้งที่เบอร์ 063 - 903 - 4250 ได้เฉพาะ 08:30 - 20:30 น. หากเสียชีวิตนอกเวลานี้ ต้องรอโทรตอน 08:30 น. ค่ะ ซึ่งขั้นแรกเลย ให้โทรทางโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดค่ะ ถ้าอยู่ในกรุงเทพหรือปริมณฑล ทางโรงพยาบาลจะสามารถไปรับศพได้ หรือถ้าเป็นพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ อาจจะต้องสอบถามทางโรงพยาบาลว่าจะมารับเองโดยมีค่าใช้จ่าย หรือทางญาติจะเป็นคนนำศพมาส่งให้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งเตรียมใบมรณะบัตรไว้ให้เรียบร้อย ข้อห้ามเลยค่ะ อย่าเพิ่งทำอะไรกับศพ เช่น ฉีดฟอร์มาลีน แต่สามารถนำถุงน้ำแข็งวางบนตัวศพแล้วคลุมผ้าได้ค่ะ ซึ่งของโรงพยาบาลจุฬา แนะนำว่าศพควรจะถึงโรงพยาบาลภายใน 20 ชั่วโมงหลังการเสียชีวิต แต่ของศิริราชยืดหยุ่นกว่าคือภายใน 24 ชั่วโมงค่ะ


 

5. ตายแบบไหน ถึงปฏิเสธการรับศพ? ถึงแม้ว่าจะมีหลาย ๆ คนแจ้งความจำนงบริจาคร่างกาย แต่ทว่าไม่ใช่ทุกรายที่เมื่อเสียแล้ว จะนำศพไปเป็นอาจารย์ใหญ่ได้ ส่วนนี้เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ประเมินร่างกายให้ค่ะ ตัวอย่างของการปฏิเสธ มาจาก ผู้ตายเป็นโรคไวรัสตับอักเสบทุกชนิด, โรควัณโรค, โรคพิษสุนัขบ้า, โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ได้รับการฉายคีโมมาไม่เกิน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต, ได้รับการฝังแร่กัมมันตรังสี มาไม่เกิน 6 เดือน, การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ, ศพมีคดี หรือมีความเกี่ยวข้องกับคดี, และศพที่มีการผ่าพิสูจน์มาแล้ว จะเห็นว่าข้อจำกัดค่อนข้างเยอะมาก ๆ เลย


 

6. ญาติขอรับศพ ขอรับกระดูกได้หรือไม่? เป็นอีกเรื่องที่ญาติจะกังวล หลายคนเข้าใจว่าเมื่อเป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว จะไม่สามารถนำศพกลับมาทำพิธี และรับกระดูกกลับบ้านได้ แต่จริง ๆ แล้ว หลังจากที่นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษาร่างกายเราเสร็จแล้ว ทางโรงพยาบาลแค่จะมีพิธีการเผาศพให้ไม่ได้ยึดศพเราไปเลย แต่ถ้าเราต้องการศพไปทำพิธีเอง หรือว่าต้องการเก็บกระดูกกลับบ้าน ไม่เอาไปลอยอังคาร ก็สามารถแจ้งทางโรงพยาบาลไว้ได้เช่นกันค่ะ


 

หากต้องการอ่ายรายละเอียดแบบเต็ม ๆ เพิ่มเติม บริจาคร่างกายโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บริจาคร่างกายโรงพยาบาลศิริราช

จริง ๆ การจะบริจาคร่างกาย จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะตัวแปรสำคัญอยู่ที่เราและญาติเช่นกัน สำหรับเรา มีแผนการบริจาคมาหลายปีมากเลยค่ะ แต่เมื่อก่อนแม้จะอยากบริจาคแค่ไหน แต่ก็ติดที่เป็นคนกลัวผีมาก ๆ เลยคิดไปว่าถ้าไปอยู่ในจุดนั้น คงเจอผีเยอะแน่ ๆ กลัวก็จะหนีไม่ได้ เพราะวิญญาณติดอยู่กับร่าง 5555 แต่พอเราเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ ความกลัวผีก็น้อยลง โดยเฉพาะปีที่แล้ว มาปีนี้ เริ่มไม่เชื่อเรื่องโลกหลังความตาย เริ่มคิดว่าไม่มีวิญญาณ และเราคงไม่รับรู้อะไรแล้วหลังจากนั้น ไม่กี่ปีก่อน ตอนที่กลัวผี ยังไม่กล้าบริจาค ก็คิดว่าศพของเราจะนำไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง เลยหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ ไปเห็นอยู่ที่นึง ไม่แน่ใจว่าเป็นแค่แนวคิด หรือทำ Product ออกมาแล้วจริง ๆ ที่จะนำร่างกายเราใส่แคปซูล ในต้นไม้ แล้วพอเวลาผ่านไป ร่างกายของเราก็ย่อยสลาย เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้เติบโต ซึ่งอันนี้ตอบโจทย์ดี เพราะอยู่ใต้ดินในบ้านคนเดียว ไม่เจอผีที่อื่นแน่ ๆ 555 จนกระทั่งความคิดในการบริจาคร่างกายวนกลับมาอีกรอบในปีนี้ รอบนี้ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้น คุยกับคุณแม่เราไว้ช่วงต้น ๆ ปี โชคดีที่คุณแม่เข้าใจ และสนับสนุนเต็มที่เลย สนับสนุนทั้ง ๆ ที่เรายังไม่ได้อธิบายอะไรเลย แค่บอกว่าจะบริจาคร่างกาย ส่วนเราเองมองว่าอย่างน้อยร่างกายของเรา อาจจะสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ นักศึกษาจะได้มีร่างไว้ศึกษา แล้วก็สามารถนำความรู้ ไปดูแลคนป่วยคนอื่น ๆ ต่อได้ ถ้าให้คาดหวังการเกิดประโยชน์สูงสุด...ก็หวังว่าสุดท้ายความรู้ที่แพทย์ได้จากการศึกษาเรา อาจจะไปต่อความสุข ต่อลมหายใจ ของใครได้อีกหลายคน เพราะสุขภาพดีขึ้นมันคงไม่ได้ประโยชน์แค่ตัวของคนไข้ แต่ว่าคนรัก ครอบครัว คนใกล้ชิดของคนไข้ ก็จะมีความสุข ลดความกังวลได้เหมือนกัน

เพื่อน ๆ คนอื่นมีใครบริจาคกันอีกบ้างคะ? บริจาคที่ไหนกันหรอ? เราอยากรู้เหมือนกันว่าต่างจังหวัดมีโรงพยาบาลที่รับไหม? สำหรับบริจาคร่างกายเลย เพราะเท่าที่เห็น เหมือนจะรับบริจาคเฉพาะอวัยวะหรือเปล่า? ถ้าใครมีข้อมูลดี ๆ มาแบ่งปันบอกได้เลยนะคะ หรือถ้าในกระทู้นี้มีเนื้อหาอะไรที่ไม่ได้อัพเดตเป็นข้อมูลล่าสุด ก็สามารถแจ้งมาได้เลย เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับใครที่สนใจค่ะ